ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/RevoClubThailand/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ RevoClubThailand.Net พร้อมหมายเลข RCT ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถแลกเงิน ฟรีค่าจัด รถไม่ต้องจอด ปิดเล่มพร้อมรับส่วนลดดอกเบี้ย 50%  (อ่าน 35325 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share  สินเชื่อรถแลกเงิน ฟรีค่าจัด รถไม่ต้องจอด ปิดเล่มพร้อมรับส่วนลดดอกเบี้ย 50%
รับรถบ้าน เก๋ง กระบะ รถตู้ รถบรรทุก รวมถึงรถตู้ป้ายเหลือง
สำหรับสินเชื่อรถยนต์ให้วงเงินสูง
 
คุณสมบัติของผู้สมัคร
 
  - สมัครง่าย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน
  - ผ่อนนาน 12-72 เดือน
  - อายุ 20- 60 ปี
  - สัญชาติไทย

เอกสาร
1. สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. สำเนาบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน
4. สลิบเงินเดือน(เดือนล่าสุด)หรือ หนังสือรับรองเงินเดือนก็ได้
5. สำเนาทะเบียนรถ
6. แผนที่บ้าน และ ที่ทำงาน

เอกสารครบ รู้ผลเลย รับเงิน ภายใน 3-7 วันทำการ

สนใจสมัคร คลิกที่นี่

http://www.d-credit.com

LINE ID : d-credit
0832996658






« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 ก.ค. 2018, 14:02:13 โดย d-credit »


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ RevoClubThailand.Net พร้อมหมายเลข RCT ได้ที่นี่!!

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
"ในการออกใบสั่งให้ผู้ขับขี่ชำระค่าปรับตามที่เปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเจ้าพนักงานจราจร
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บใบอนุญาตขับขี่ไว้เป็นการชั่วคราวก็ได้ แต่ต้องออกใบรับ
แทนใบอนุญาตขับขี่ให้แก่ผู้ขับขี่ไว้ และเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องรีบนำ
ใบอนุญาตขับขี่ที่เรียกเก็บไว้ไปส่งมอบพนักงานสอบสวนภายในแปดชั่วโมง
นับแต่เวลาที่ออกใบสั่ง""ใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ที่ออกให้ตามวรรคสามให้ใช้แทน
ใบอนุญาตขับขี่ได้เป็นการชั่วคราวไม่เกินเจ็ดวัน เมื่อเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่
หรือพนักงานสอบสวนได้ว่ากล่าวตักเตือนหรือทำการเปรียบเทียบปรับและผู้ขับขี่ได้ชำระ
ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้คืนใบอนุญาตขับขี่ทันที"

     "ในกรณีเจ้าพนักงานจราจรหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบสั่งแต่ไม่พบตัวผู้ขับขี่
ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรถหรือผู้ครอบครองรถเป็นผู้กระทำผิดดังกล่าวเว้นแต่สามารถ
พิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นเป็นผู้ขับขี่การกำหนดจำนวนค่าปรับตามที่เปรียบเทียบ
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด"
"ใบสั่งและใบรับแทนใบอนุญาตขับขี่ ให้ทำตามแบบที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด"



ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
โตโยต้าเรียกคืนรถ4.6ล้านคันทั่วโลก

โตโยต้าเรียกคืนรถ 6.4 ล้านคันทั่วโลก หลังพบปัญหาเรื่องความปลอดภัย

โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ประกาศเรียกคืนรถ 6.39 ล้านคัน
ทั่วโลก ในรุ่น RAV4,Hilux, Yaris และ Urban Cruiser  หลังพบปัญหาที่ชิ้นส่วนหลายจุด
เช่น ที่นั่งคนขับ แกนพวงมาลัย และตัวสตาร์ทเครื่องยนต์

ทั้งนี้ รถที่เข้าข่ายมีปัญหาเป็นรถที่ผลิตในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แยกเป็นรถในญี่ปุ่น 1.08 ล้านคัน
อเมริกาเหนือ 2.3 ล้านคัน ยุโรป 770,000 คัน และจีน 62,000 คัน โดยโตโยต้าเผยด้วยว่า
ได้รับรายงานเรื่องตัวสตาร์ทเครื่องยนต์เกิดไฟไหม้แต่ไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุใดๆ

ขณะที่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า การเรียกรถยนต์คืนเพื่อ
เปลี่ยนชุดประกอบสายไฟที่เชื่อมต่อถุงลมนิรภัย (Spiral Cable) หลังตรวจพบความผิดปกติของ
ชุดสายไฟดังกล่าวที่อาจส่งผลให้สัญญาณเตือนถุงลมนิรภัยแสดงบนหน้าปัด เป็นการแสดงถึงความ
เอาใจใส่และความรับผิดชอบต่อคุณภาพผลิตภัณฑ์ แม้ปัญหาดังกล่าวจะยังไม่เกิดขึ้นกับลูกค้า
ในประเทศไทย



ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
นายวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย
เปิดเผยว่า กรณีการเรียกรถเพื่อมาเปลี่ยนชุดประกอบสายไฟที่เชื่อมต่อถุงลมนิรภัยนั้น จากการตรวจสอบพบว่ามี
รถยนต์โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ ฟอร์จูนเนอร์ และ อินโนวา ที่จำหน่ายในประเทศไทย ระหว่างปี 2547
ถึงปี 2553 ประมาณ 2.06 แสนคัน ที่ต้องเข้ารับการเปลี่ยนชุดประกอบสายไฟใหม่ โดยบริษัทฯจะทำ
การส่งจดหมายเชิญลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เพื่อให้นำรถยนต์เข้ารับการแก้ไขที่ศูนย์ บริการของผู้แทนจำหน่าย
โตโยต้าทั่วประเทศ   ก่อนหน้านี้ โตโยต้า เคยเรียกคืนรถ 7.43 ล้านคันทั่วโลกมาแล้ว เมื่อปี 2555
หลังพบปัญหาจากอุปกรณ์ที่อาจเสี่ยงเกิดไฟไหม้ ในจำนวนนี้มีรถตระกูลยอดนิยมอย่างคัมรี่และโคโรลลาด้วย
โดยล่าสุดเมื่อเดือนก่อนโตโยต้ายอมจ่ายเงิน 1,200  ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อยอมความคดีอาญา
ในสหรัฐข้อหาโกหกเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยและสาธารณชนจากการพยายามปกปิดเรื่องคันเร่งมีปัญหา
ไม่สามารถควบคุมได้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ความเจ็บปวดจากรถคันแรก

นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ที่โดดเด่นนอกเหนือไปจากจำนำข้าว ก็มี คืนภาษีรถคันแรก
อีกอันที่พูดกันติดปาก ถึงวันนี้ประจักษ์แล้วว่า ทั้ง 2 นโยบาย มีข้อดีแค่กระตุ้นการหาเสียง
ทำให้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลสมใจ แต่ผลกระทบด้านลบที่ตามมามากมายมหาศาล
ขออนุญาตข้ามจำนำข้าวไปก่อนนะครับ เอาเรื่องคืนภาษีรถคันแรกอย่างเดียวก่อน
     
     เป้าหมายเดิมนโยบายนี้ผมจำได้ว่ากระทรวงอุตสาหกรรมบอกว่าจะช่วยกระตุ้นการ
ขายรถยนต์ได้ถึง 5 แสนคัน แต่เอาเข้าจริง ปาเข้าไปเป็นล้านคัน ก็ธรรมชาติคนไทย
อยากมีรถ มองรถยนต์เป็นแอสเซต พอมีช่องทาง จังหวะ โอกาส ก็ขอครอบครอง
ไว้ก่อนลืมผลกระทบทุกอย่างที่จะตามมา ระหว่างทางของโครงการรถคันแรกมีเรื่องราววุ่นวายมากมาย

     แต่ที่ยุ่งเหยิงมากที่สุดก็คือโครงการนี้มีระยะเวลาสิ้นสุดคือต้องจับจองซื้อหาก่อนสิ้นปี 2555
แต่ไม่กำหนดระยะเวลารับรถ จุดนี้เองที่ทำให้ตัวเลขผู้ขอใช้สิทธิ์ในโครงการ ทะลุเกินล้านคน
ที่สำคัญผ่านมาปีกว่าแล้ว ก็ยังส่งมอบกันไม่ครบสักที วันก่อน กรมสรรพสามิตรายงานข้อมูล
โครงการรถยนต์คันแรก ณ วันที่ 27 เมษายน 2557 บอกว่าตั้งแต่ดำเนินโครงการ
มีผู้ขอใช้สิทธิ์จำนวน 1,259,101 ราย คิดเป็นเงิน 92,811 ล้านบาท มีผู้ยกเลิกการใช้สิทธิ์ 10,235 ราย
และไม่ได้รับสิทธิ์ เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไข 4,336 ราย



ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
   มีผู้อยู่ในสถานะรับสิทธิ์ 1,244,530 ราย คิดเป็นเงิน 91,799 ล้านบาทมีผู้เข้าร่วมโครงการซื้อรถยนต์เป็นเงินสด
คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.32 และสินเชื่อร้อยละ 84.64งบประมาณที่ได้รับในปี 2556 มีจำนวน 7,280 ล้านบาท
เงินคงคลัง 25,000 ล้านบาท ในปี 2557 กรมสรรพสามิตได้จัดสรรงบประมาณ 40,000 ล้านบาทในปี 2558
กรมสรรพสามิตได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณ 25,000 ล้านบาทมีผู้ได้รับเงินแล้วจำนวน 938,718 ราย
คิดเป็นเงิน 67,434 ล้านบาทจำนวนผู้ที่ได้รับรถแล้ว 1,128,118 ราย ยังคงเหลือผู้ที่ยังไม่ได้รับรถยนต์ 116,412 ราย
หรือคิดเป็นร้อยละ 9.35 มีลีสซิ่งขอปลดล็อกและแจ้งอายัดรถยนต์ 1,449 ราย เป็นจำนวนเงิน 85,862,817 บาท
โดยกรมสรรพสามิตได้จ่ายเงินคืนแล้ว 849 ราย เป็นจำนวนเงิน 47,616,987 บาทและยังไม่ได้จ่ายเงินคืน 600 ราย
เป็นจำนวนเงิน 38,245,830 บาท

 ปัจจุบันมีผู้ขอใช้สิทธิ์ตามโครงการรถยนต์คันแรก ที่กรมสรรพสามิตจะต้องติดตามเรียกเงินคืนมีจำนวนทั้งสิ้น 314 ราย
เห็นข้อมูลแล้ว เหนื่อยใจแทนรัฐบาล โดยเฉพาะเม็ดเงินงบประมาณเยอะอย่างบอกไม่ถูก อีกอย่างคือ จำนวนผู้ที่ยัง
ไม่ได้รับรถเรื่องงบประมาณปลายเดือนที่แล้วก็เพิ่งมีข่าว รัฐถังแตก จะจ่ายเงินคืนภาษีได้แค่เดือนมิถุนายนเท่านั้น
คนที่ยังไม่ได้เงินคืน ให้รอไปก่อน

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
วันก่อนเจอผู้บริหารระดับสูงค่ายรถยนต์ระบายให้ฟังถึงนโยบายรถคันแรก ว่าสร้างความเจ็บปวด
และรอยร้าวให้กับอุตสาหกรรมรถยนต์เยอะแยะ กระทบกันเป็นลูกโซ่ และที่ตลาดรถยนต์ปั่นป่วนมา
ถึงทุกวันนี้ ก็เพราะไอ้รถคันแรกนี่แหละ

จริงๆ การกระตุ้นตลาด มันต้องทำตอนที่ตลาดไม่ดี กราฟธุรกิจปักหัวลง นโยบายรถคันแรก
มันผิดที่ ผิดเวลา

ช่วงเริ่มโครงการ อุตสาหกรรมกำลัง Pick Up ตลาดรวมต่อปีก็ประมาณล้านคัน ซึ่งถ้าปล่อยให้มันเป็นไป
ตลาดก็เติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดรถยนต์ปี 2555 ที่มีโครงการรถคันแรกแทรกอยู่ ทะลุไปถึง 1.4 ล้านคัน

ยอดขายที่พรวดพราดเพิ่มขึ้น ค่ายรถก็ตะลีตะลานเพิ่มกำลังผลิตกันอุตลุด ลืมนึกถึงอนาคตทั้ง ๆ
ที่รู้ว่าตลาดมันถูกบิดเบือน พอสิ้นสุดแคมเปญ ตลาดทรุดตัวฮวบฮาบ เพราะกำลังซื้อถูกดึงไปใช้ล่วงหน้า
เอาละซิทีนี้ สต๊อกเหลือกันบานเบอะ คนที่ซวยก็หนีไม่พ้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วน
ดีลเลอร์ขายรถ ไฟแนนซ์ พันกันไปทั้งระบบ

ปีที่แล้ว เราได้เห็นการเทกระจาดขายรถ แบบไม่คำนึงถึงต้นทุนมาแล้ว ปีนี้ก็คงได้เห็นกันอีก
เพราะผลกระทบที่ยังไม่ทุเลา ไม่เว้นแม้กระทั่งคนซื้อรถ ช่วงแรกอาจจะแฮปปี้กับเงินคืน 6 หมื่นถึงแสนบาท
แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ปล่อยรถถูกยึดเพราะขาดแรงส่งต่อ

ส่วนคนซื้อที่พอมีแรงตอนนี้อยากเปลี่ยนรถ เพราะเงื่อนไขที่ค่ายรถหยิบยื่นให้มันเร้าใจเหลือเกินก็ทำไม่ได้
เจอกับดักต้องครอบครองรถครบ 5 ปี ถึงวันนี้ ยังมาไม่ถึงครึ่ง และที่แน่ ๆ ปีนี้เราคงได้เห็นตัวเลขขายรถยนต์ต่ำกว่าล้านคัน

เหล่านี้คือความเจ็บปวด ที่ได้จากโครงการรถคันแรก

ขอบคุณเนื้อหาจาก คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ โดย อมร พวงงาม

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
รู้ทันพนักงานเคลมประกันรถยนต์

ผู้ใช้รถยนต์ที่ทำประกันภัยรถยนต์ คงไม่อยากเจอกับพนักงานเคลมของบริษัทฯประกันภัย เป็นแน่แท้
เพราะถ้าเจอแล้วบางท่านอาจไม่ทราบว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร มีวิธีเผชิญหน้ากับพนักงานเคลมประกันมาฝาก

พนักงานเคลมจะแบ่งลักษณะการเกิดเหตุ หลักๆดังนี้

1.เคลมแห้ง หมายถึง เคลมที่รถเกิดเหตุมานานแล้ว เพิ่งมาแจ้งเหตุ เช่น แผลขูดขีด เป็นต้น

2.เคลมสด หมายถึง เคลมที่รถชนกันสดๆ และยังมีผู้เสียหายในเหตุการณ์รออยู่

3.เคลมเสียหายมาก หมายถึง เคลมที่จะเกิดขึ้นสดๆหรือเกิดขึ้นนานแล้ว แต่เสียหายมากเพิ่งมาแจ้งเหตุ
เช่น รถเสียหายจนขับไม่ได้ นานมาแล้วเป็นอาทิตย์เพิ่งมาแจ้งเหตุ เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้ว เรื่องที่จะมีปัญหาก็คือ แจ้งเคลมแห้ง เพราะในสัญญาประกันภัย ได้ระบุไว้ว่าหากเกิดเหตุ
ไม่ทราบคู่กรณี ท่านก็จะต้องถูกเก็บค่าเงื่อนไขไม่ทราบคู่กรณี

ฉะนั้นเวลารถฯของท่านเสียหายไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตามท่านจะต้องโทรศัพท์ แจ้งเหตุไปที่บริษัทฯประกัน
ในทันทีและต้อง ขอหมายเลขรับแจ้งและชื่อสกุลของพนักงานรับแจ้ง ไว้เป็นหลักฐานด้วยทุกครั้ง
เพราะพนักงานรับแจ้งเหตุ นั้นจะช่วยแนะนำท่าน ในสิ่งที่ท่านจะต้องทำต่อไปเช่น ถูกชนแล้วหลบหนี
ไปต่อหน้าต่อตาจะทำอย่างไร ทะเบียนรถที่ชนก็จำไม่ได้อีกซะเลย เป็นต้น




ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
สิ่งสำคัญหากขับรถชนกับรถคู่กรณีที่ไม่มีประกันภัยและรถของเราเป็นฝ่ายถูก
เราควรตรวจสอบกลับไปที่บริษัทฯประกันภัย ที่ท่านทำประกันทุกครั้งว่าตาม
รายงานอุบัติเหตุรถของเรา เป็นฝ่ายถูกจริงหรือไม่ ควรคุยกับระดับหัวหน้างาน
ของบริษัทฯ นั้นๆเพราะถ้าเป็นฝ่ายถูก เราจะได้รับส่วนลดประวัติดีในปีต่อไป

ทั้งนี้พนักงานเคลมบางบริษัทฯมีจริงๆไม่กี่คน นอกนั้นจ้างบริษัทเซอร์เวย์เยอร์
แปลเป็นไทยว่า บริษัท รับสำรวจภัย ซึ่งมีหน้าที่รับจ้างทำเคลมให้กับบริษัท
ประกันภัยต่างๆ ที่ แจ้งเหตุเข้ามา ซึ่งบางบริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ก็ไม่มีสาขา
เรียกกันว่าเกิดเหตุ ที่จังหวัดนี้ก็ใช้บริการที่นี่ เป็นต้น อาจจะทำให้บริการไม่
ทั่วถึงในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือในช่วงเทศกาล ซึ่งต่างกับ บริษัทประกันภัยที่มี
สาขาหรือศูนย์บริการคลอบคลุม อยู่ทุกพื้นที่การให้บริการ จะทำให้ไปถึงที่
เกิดเหตุได้รวดเร็วขึ้น

อีกเรื่องที่ถือว่าสำคัญก็คือ จรรยาบรรณ ในการประกอบวิชาชีพซึ่งรวมถึง
เรื่องของความรู้ใน ข้อกฎหมายในคดีรถชนกัน และมารยาทความเอาใจ
ใส่ในการบริการลูกค้าของพนักงาน เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นสาระสำคัญใน
การประกอบธุรกิจของ บริษัทประกันภัยให้มีเชื่อเสียงได้ยาวนาน
บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ต่างๆ บางบริษัทฯ มีมาตราฐานราคา ค่าสำรวจ
ก็จะมาตราฐานไปด้วย แต่ปัจจุบันบริษัทประกันภัย บางบริษัทฯก็ต้องการ
ลดต้นทุน หันไปใช้บริษัท เซอร์เวย์เยอร์ ที่ไม่มีมาตราฐานมาใช้งาน
เพราะค่าบริการถูก   

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เคลม ฉ้อฉล เกิดขึ้นได้กับพนักงานเคลม ที่เรียกหรือถูกฝ่ายตรงข้ามท่านเสนอให้สินบน
เพื่อเขาจะได้เป็นฝ่ายถูกหรือไม่ก็บวกเพิ่ม ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ ฯลฯ เป็นต้น
ซึ่งก่อนนัดจ่ายค่าสินไหมทดแทนต่างๆควร ตรวจสอบกับผู้บริหารของบริษัทประกันภัย
ให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง อย่าลืมโทรศัพท์เข้าไปสอบถามด้วยตนเองกับฝ่ายตรวจสอบของ
บริษัทประกันภัยหรือผู้จัดการสินไหมฯก็ได้ครับ ท่านจะได้รู้ว่าถูกใครเป็นผู้เอาเปรียบท่าน
กันแน่ บางครั้งบริษัทประกันฯ อาจเอาเปรียบท่านก็ควรเจรากันใหม่ ให้ยุติถ้าไม่ยุติหรือเห็นว่า
ไม่ยุติธรรมก็ให้ติดต่อสายด่วน กรมการประกันภัยได้ ที่เบอร์ 1186

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
รู้ทันค่าเสียหายส่วนแรก (Excess และ Deductible) ก่อนถูกประกันหลอก

ค่าเสียหายส่วนแรก (Excess และ Deductible)

เรามักจะได้ยินคำนี้เวลาพูดถึงการเคลมประกันภาคสมัครใจ แต่เราเข้าใจเรื่องนี้ดีพอมั้ยครับ
หรือเคยรู้มั้ยครับว่า บางครั้งการยอมจ่ายค่าเสียหายส่วนแรกกลับจะทำให้เราประหยัดค่าเบี้ยประกัน
ลงได้มากทีเดียว หรืออย่างน้อยก็เหมือนชะลอการจ่ายเบี้ยประกันให้ช้าลง ลองมาทำความเข้าใจกันดู

สำหรับความหมายโดยรวมของ "ค่าเสียหายส่วนแรก" คือ ค่าความเสียหายส่วนแรก แปลง่าย ๆ ก็คือ
ค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยตกลง (ปลงใจ - สมัครใจ) รับภาระเอง
โดยจะระบุไว้เป็นข้อตกลงในกรมธรรม์ นั่นเอง

ตัวอย่าง สมมติค่าเบี้ยประกันปกติอยู่ที่ 25,000 บาท แต่เราทำข้อตกลงกับบริษัทว่า
หากเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้ง เราจะจ่ายค่าเสียหายในส่วนแรก 5,000 บาท (อาจจะซ่อมรถเรา
หรือชดเชยค่าเสียต่อทรัพย์สินคนอื่น) เราจะได้สิทธิจ่ายเบี้ยประกันลดลง 5,000 บาท
( จ่ายเบี้ยทำประกันรถยนต์แค่ 20,000 บาท) ในระหว่างที่อยู่ในระยะประกันนั้น
ถ้าเกิดอุบัติเหตุและเราเป็นฝ่ายผิด เมื่อบริษัทประเมินความเสียหายแล้ว อยู่ที่ 8,000 บาท ดังนั้น
เราต้องจ่าย "ค่าเสียหายส่วนแรก" เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้ตอนที่ทำ
กรมธรรม์ประกันรถยนต์ ส่วนที่เหลืออีก 3,000 บาท บริษัทจะจ่ายต่อไป แต่ถ้าความเสียหายไม่เกิน
5,000 บาท เราก็จ่ายให้คู่กรณีตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง



ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ที่มาของกฎนี้ คือ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย)
ต้องการให้เราไม่ประมาทและให้เราเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่รถให้ปลอดภัย
ไม่เกิดค่านิยมคอยโยนภาระของตนเองให้คนอื่น ๆ (บริษัทประกัน) หรือไม่ตระหนักป้องกัน
ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนอื่น (เพราะคิดว่าไม่ต้องทำอะไร ประกันจะทำให้หมด
ซึ่งเป็นค่านิยมและความเข้าใจที่ผิด)

ดังนั้น ค่าเสียหายส่วนแรก ทั้ง Excess และ Deductible นั้น จะมีขึ้น
(ต้องเสียตังค์) ก็ต่อเมื่อการเกิดเหตุความเสียหาย (เพราะขับรถที่เราทำประกันภัยไว้)
และเราหรือผู้ขับขี่รถ (ที่ทำประกันภัย) เป็นฝ่ายต้องรับผิดในเหตุการณ์นั้น ๆ
(ชนท้ายคนอื่น หรือซุ่มซ่ามชนประตูรั้วบ้านตัวเอง) หรือทำเราผิดจากสัญญา
ในกรมธรรม์เท่านั้นแบ่งเป็น 2 แบบ ดังนี้ครับ

1. Excess (เอ็กเซส ไม่ใช่ แอ็คเซฟหรือแอคเซสตามที่หลายคนอ่านผิด)
ความเสียหายส่วนแรกในกรณีทำผิดสัญญา พูดง่าย ๆ คือ เรา (ผู้เอาประกันภัย)
เป็นฝ่ายผิดไม่พอ ยังละเมิดข้อตกลงที่ระบุไว้ในกรมธรรม์อีก พิกัดอัตราจึงเป็นไปตามที่
คปภ. กำหนดไว้ (ในที่นี้ยกตัวอย่างประกันชั้น 1) ได้แก่

1) กรมธรรม์แบบระบุชื่อคนขับ (เบี้ยประกันจะถูกว่าไม่ระบุชื่อคนขับ) แต่เราอนุญาตให้คนอื่นขับขี่
เมื่อเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิด เราจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายแต่ละครั้ง ดังนี้
ก. 2,000 บาทแรก สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถ อาคาร กำแพง ฯลฯ)

ข. 6,000 บาทแรก สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา (ที่เกิดการชน / คว่ำ)


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
2) ใช้รถผิดจากประเภทจากที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น กรมธรรม์ระบุการใช้รถยนต์ว่า
"ใช้ส่วนบุคคล ไม่ใช่รับจ้างหรือให้เช่า" แต่เราเอาไปหาลำไพ่รับจ้างส่งของ เอาไปให้เช่า
เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วคนที่ขับเป็นฝ่ายผิด เราต้องรับผิดชอบเอง 2,000 บาทแรก
สำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถ อาคาร กำแพง ฯลฯ)

2. Deductible สำหรับ Deductible จะแบ่งเป็น 2 กรณี ดังนี้
กรณีที่ 1: ความเสียหายที่ไม่เกิดจากการชนหรือคว่ำ หรือ ชนแต่หาคู่กรณีไม่ได้ หรือ
เราไม่ได้ขับรถชนเองแต่เราไม่สามารถระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกัน
ไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้ เราจะต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก
1,000 บาท สำหรับความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของเรา เช่น

1. ถูกมุ่งร้าย กลั่นแกล้ง แล้วหาคู่กรณีไม่ได้ เช่น รถถูกขีดข่วน
2. เสียหายส่วนพื้นผิวสีรถ (ตัวรถและอุปกรณ์ในรถไม่เสียหาย) เช่น หินกระเด็นใส่
เฉี่ยวกิ่งไม้/สายไฟ/ลวดหนาม ขับรถตกหลุม / ครูดพื้นถนน เหยียบตะปูหรือของมีคม
หรืออะไรที่ทำให้ยางฉีก ละอองสีปลิวมาโดน / วัสดุหล่นมาโดน
3. ระบุสาเหตุที่ทำให้รถเสียหายไม่ได้ รวมถึงระบุวัน เวลา สถานที่เมื่อรถเกิดความ
เสียหายที่ชัดเจนไม่ได้ เช่น กระจกรถแตก ถูกสัตว์กัดแทะหรือขีดข่วนถูกวัสดุในตัวรถกระแทก
4. ไถลตกข้างทางแต่ยังไม่พลิกคว่ำ
5. ชนกับพาหนะอื่นแต่แจ้งรายละเอียดคู่กรณีไม่ได้

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าไม่ต้องการจ่าย ต้องสามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นการชน หรือ
ระบุเหตุความเสียที่ชัดเจนพอที่จะให้บริษัทประกันไปไล่เบี้ยหาต้นเหตุจนพบคนที่ต้องรับผิดชอบได้
เช่น
1. ชนกับพาหนะอื่นและแจ้งรายละเอียดคู่กรณีให้ได้
(ติดกล้องวงจรปิดสำหรับรถยนต์ไว้ชนครั้งเดียวก็คุ้มแล้ว)
2. ชนกับที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน
- เสา / ประตู / เสาไฟฟ้า / กำแพง / ป้ายจราจร
- ทรัพย์สินอื่นที่ยึดแน่นตรึงตรากับพื้นดิน
3. ชนต้นไม้ยืนต้น / ฟุตบาธ / ราวสะพาน
4. ชนกองดิน หรือชนหน้าผา
5. ชนคน / สัตว์
6. รถพลิกคว่ำ

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
กรณีที่ 2: ความเสียหายส่วนแรกโดยสมัครใจ โดยเป็นการตกลงกัน ระหว่างบริษัท (
ประกันภัย) กับเรา (ผู้เอาประกัน) โดยบริษัทจะยินยอมลดเบี้ยประกันลงเท่ากับค่าเสียหาย
ส่วนแรกที่เราสมัครใจจ่ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นในแต่ครั้ง (นอกเหนือกรณีการจ่ายค่า
Excess หรือ deductible ในกรณีที่ 1) โดยเราสามารถเลือกได้ 2 ประเภทความคุ้มครอง
คือ คุ้มครองความเสียหายต่อตัวรถยนต์ของรถเราเอง (ที่ทำประกัน ซึ่งก็ต้องเป็นกรณีของการชน)
หรือคุ้มครองความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก (รถหรือทรัพย์สินอื่น ๆ ของคู่กรณีที่เกิดความเสียหาย)

สิ่งที่น่าสนใจสำหรับการยอมจ่ายแบบสมัครใจก็คือว่า สถิติการขอเคลมประกันเฉลี่ย (หลายท่านอาจจะไม่เคยรู้)
ถ้าได้อ่านต่อไป ท่านจะสนใจแน่นอน
· 1 คน จะขอเคลม 1 ครั้งในทุก 3 ปี สำหรับอุบัติเหตุทั่วไป
· 1 คน จะขอเคลม 1 ครั้งในทุก 10 ปี สำหรับอุบัติเหตุที่มีค่าความเสียหายมาก

ดังนั้น ยิ่งถ้าเรามีความระมัดระวังในการขับขี่ ไม่ใช่พวกมือใหม่หัดขับ มีวินัยจราจร ไม่ใจร้อนซุ่มซ่าม
โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุและเป็นฝ่ายผิดก็น้อยลงอีก เมื่อเราเลือกรับผิดชอบความเสียหายส่วนแรกเอง
เราก็จะประหยัดเบี้ยประกันภัยลง หรือแม้ต้องจ่ายอย่างน้อย 1 ครั้ง ก็เท่ากับชะลอการจ่ายเบี้ยประกัน
แบบไม่เลือกรับผิดผิดชอบค่าเสียหายส่วนแรกนั่นเอง

โดยสรุป
จะเห็นว่า เมื่อเราทำประกันภัยรถยนต์แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องทำอะไรเลย
หรือหากเราสมัครใจเลือกรับภาระเราเองบางส่วน (ซึ่งก็มาจากความผิดของเราเสียส่วนใหญ่)
เราก็จะยิ่งประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้นนั่นเอง

ที่มา http://insurancethaicar.blogspot.com/2013/06/excess-vs-deductible.html

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
9 ข้อต้องรู้! ก่อนไปสอบใบขับขี่เกณฑ์ใหม่ 1 มิ.ย. 2557

หลายคนคงรู้กันแล้วว่ากรมขนส่งปรับเกณฑ์การสอบใบขับขี่ใหม่ โดยเนื้อหาเพิ่มทักษะการขับขี่
เพิ่มจำนวนข้อสอบ เพิ่มเกณฑ์ผ่านการทดสอบและช่องทางอนุญาตใบขับขี่มากขึ้น 
แต่บางคนอาจจะไม่รู้รายละเอียด มี 9 เรื่องน่ารู้สำหรับการสอบใบขับขี่แบบใหม่มาฝากครับ

1. ปรับเกณฑ์การสอบใบขับขี่ใหม่ จะเริ่ม 1 มิ.ย. 57
2. ในการสอบภาคทฤษฎีนั้นเพิ่มจำนวนข้อสอบเป็น 50 ข้อ ผ่านเกณฑ์การสอบร้อยละ 90
(หรือทำได้ 45 ข้อ) จากเดิมข้อสอบ 30 ข้อเกณฑ์ผ่านเพียงร้อยละ 75 (หรือทำได้ 22 ข้อ)
3. ข้อสอบแบบใหม่มีจำนวนทั้งสิ้น 1,000 ข้อ ใช้หมุนเวียนออกสอบในแต่ละรอบ
4. ข้อสอบทั้งหมดเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของกรมขนส่งทางบก ให้ประชาชนได้ศึกษาก่อนสอบด้วย
5. สำหรับการทดสอบภาคปฏิบัติ หรือการทดสอบขับรถนั้น จะทำในวันถัดไป แต่ไม่เกิน 90 วัน
นับจากวันที่ยื่นเรื่องวันแรก
6. ผู้ที่จะขอรับใบอนุญาตขับขี่ จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ไม่มีใบอนุญาตชนิดเดียวกัน
ไม่อยู่ระหว่างพักและเพิกถอนใบอนุญาต



Tags: