ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/RevoClubThailand/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ RevoClubThailand.Net พร้อมหมายเลข RCT ได้ที่นี่!!

ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้  (อ่าน 40594 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
เคล็ดลับพ่วงสายแบตอย่างไรไม่ให้ไฟช็อต!

 ปัญหาแบตเตอรี่หมดบางครั้งไม่ใช่เพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะเผลอลืมเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทิ้งเอาไว้ นานๆเข้าก็ทำให้แบตเตอรี่หมดได้เหมือนกัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบตหมด?

     อาการแบตเตอรี่รถหมดนั้น สังเกตได้จาก 1.ระบบเซ็นทรัลล็อกไม่ทำงาน หรือทำงานช้ากว่าปกติ 2.เมื่อบิดกุญแจ (หรือกดปุ่มสตาร์ท) ไปที่ตำแหน่ง ON พบว่าไฟหน้าปัดหรี่กว่าปกติหรือไม่ติดเลย 3.เมื่อบิดสตาร์ทพบว่ามีเสียงดังแชะถี่ๆ ออกมาจากห้องเครื่อง ไม่เหมือนกับเสียงสตาร์ทปกติ หรืออาจไม่มีเสียงใดๆเลย

     หากคุณเจออาการเหล่านี้ ฟันธงได้เลยว่า รถคุณจำเป็นต้องพ่วงแบตฯแน่นอนครับ

 

วิธีการพ่วงแบตเตอรี่มีดังนี้

     1.ก่อนอื่นเราจะต้องมีสายพ่วงแบตเสียก่อน หากซื้อเป็นอุปกรณ์ติดรถเอาไว้ก็ดี แม้ไม่ได้ใช้งานเอง แต่ก็อาจเอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมถนนอื่นๆได้ยามจำเป็น และแน่นอนว่าจะต้องมีรถที่ใช้งานได้อยู่ด้วย เพื่อพ่วงแบตฯให้กับรถคันที่สตาร์ทไม่ติดนั่นเอง

     2.นำสายแดงหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่คันที่แบตหมด แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วบวกของรถคันที่แบตดี

     3.นำสายดำหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่คันที่แบตดี แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วลบของคันที่แบตหมด (หรือหนีบกับหัวน็อตที่อยู่ในห้องเครื่องก็ได้)

     4.ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าของรถทั้งสองคันให้หมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ระบบแอร์, เครื่องเสียง ฯลฯ

     5.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตดีทิ้งไว้ อาจเร่งเครื่องเล็กน้อยหากพ่วงกับรถที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า เพราะกระแสไฟมีการกระชากรุนแรง

     6.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตหมดตามปกติ เมื่อติดแล้วให้เร่งเครื่องประมาณ 2,000-3,000 รอบต่อนาที เพื่อปั่นกระแสไฟให้มากขึ้น ทำเช่นนี้ประมาณ 1 นาที แล้วจึงถอดสายแบต

 

วิธีถอดสายพ่วงแบตที่ถูกต้อง

     ควรถอดสายพ่วงขั้วลบ (สีดำ) ของทั้งสองคันออกเสียก่อน แล้วจึงถอดสายขั้วบวก (สีแดง) จึงถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนกระบวนการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์

 





สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ RevoClubThailand.Net พร้อมหมายเลข RCT ได้ที่นี่!!

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
"ไฟตัดหมอก" จริงๆ แล้วควรเปิดเมื่อใด?

 ไฟตัดหมอกถือว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งในรถยุโรปแบรนด์หรูส่วนใหญ่มาร่วม 30 ปีแล้ว ซึ่งมีทั้งที่ติดตั้งไว้ในชุดโคมไฟใหญ่ และแยกออกมาติดตั้งไว้บริเวณกันชน รวมถึงไฟตัดหมอกหลังที่มักอยู่ในชุดโคมเดียวกับไฟท้าย พร้อมสวิตช์ปิด-เปิดอยู่ภายในรถ

     ขณะที่รถจากฝั่งญี่ปุ่นนั้น 'ไฟตัดหมอก' ก็ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเกือบทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในปัจจุบันแล้วเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นไฟตัดหมอกด้านหน้า ขณะที่ไฟตัดหมอกหลังยังคงมีให้เป็นบางรุ่น บางยี่ห้อเท่านั้น

เมื่อไหร่ควรเปิดไฟตัดหมอก?

     โดยปกติแล้ว ไฟตัดหมอกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะมีการเปิดใช้ก็ต่อเมื่อสภาพอากาศภายนอกแย่จัด จนส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยเท่านั้น (หากฝนตกปอยๆ แบบใช้ที่ปัดน้ำฝนช้าๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดหรอกครับ) ให้สังเกตว่าหากเราไม่สามารถมองเห็นไฟท้ายรถคันหน้าท่ามกลางสายฝนในระยะ 50-100 เมตร ก็สามารถเปิดไฟตัดหมอกช่วยได้แล้วครับ เมื่อทัศนวิสัยกลับมาเป็นปกติก็ให้รีบปิดไฟตัดหมอกโดยทันที

 

ขับรถทางไกลยามค่ำคืน เปิดไฟตัดหมอกหน้าทิ้งไว้ดีหรือไม่?

     จริงอยู่ที่ว่า เมื่อเปิดไฟตัดหมอกคู่กับไฟหน้า จะทำให้ไฟหน้าดูสว่างขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะส่องได้ไกลขึ้นแต่อย่างใด แถมยังอาจรบกวนสายตาผู้ร่วมทางที่วิ่งสวนมาอีกต่างหาก ทางที่ดีผู้ที่ต้องขับขี่ทางไกลยามวิกาลบ่อยๆ การลงมือปรับตั้งไฟหน้าให้ส่องสว่างได้ไกลขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า (แต่ต้องไม่ปรับให้สูงจนแยงตารถคันที่สวนมาด้วยนะครับ

 


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #182 เมื่อ: 12 ก.พ. 2019, 10:03:51 »
สนใจสอบถามได้ครับ

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #183 เมื่อ: 15 ก.พ. 2019, 14:11:13 »
เติมน้ำมันเครื่องเกินกำหนด มีผลเสียต่อเครื่องยนต์หรือไม่?
   
    การใช้งานรถยนต์นอกจากจะต้องดูแลรักษา และเช็กระยะตามกำหนดแล้ว การเอาใจใส่ในรายละเอียดต่างๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างเช่นในเรื่องของน้ำมันเครื่อง

     เมื่อถึงระยะเปลี่ยนถ่าย ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า น้ำมันเครื่องเก่าที่หมดอายุ หรือหมดประสิทธิภาพต้องถูกถ่ายออก เพื่อเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเครื่องใหม่ที่มีประสิทธิภาพเต็มร้อย มาใช้งานแทน

     แต่บางครั้งช่างผู้เปลี่ยนถ่าย หรือตัวคุณเอง (ในกรณีที่ทำเป็น) อาจจะเติมน้ำเครื่องเข้าไปจนเต็มแม็กซ์ หรือล้น กระทั่งเลยขีดบนจากไม้วัดที่กำหนดไว้ เพราะไม่อยากเสียเวลาเติมบ่อยๆ เติมให้หมดแกลลอนครั้งเดียวไปเลยจะได้ไม่ต้องเก็บไว้ให้เปลืองพื้นที่ หรือไม่ว่าจะเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง

     เพราะหากคุณเติมจนเลยขีดบนมากเกินไป (ประมาณ 10 - 20 มิลลิเมตร) เกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ เพราะน้ำมันเครื่องที่เกินมานั้นจะพยายามหาทางออกตามส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ ซึ่งหลักๆ แล้วคงหนีไม่พ้นตัวประเก็น ที่ต้องเป็นผู้โชคร้าย ดังนั้นให้แก้ไขทันที ด้วยการถ่ายน้ำมันเครื่องที่เกินมานั้นออกให้หมด แต่ถ้าเกินมานิดหน่อย (ประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร) ก็ถือว่าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องถ่ายออก

     สุดท้ายนี้ นอกจากจะต้องระวังเรื่องเติมน้ำมันเครื่องเกินระดับแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ น้ำมันเครื่องลดน้อยลงต่ำกว่าขีดล่าง เพราะหากน้ำมันเครื่องน้อย หรือแห้ง คราวนี้จะไม่ใช่แค่ประเก็นที่เสียหาย แต่จะเป็นทั้งตัวเครื่องยนต์ที่ได้รับผลกระทบ จนเครื่องพัง และถ้าหนักหน่อยอาจถึงขั้นยกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว ทางที่ดีหมั่นตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องให้ดี อย่าให้ต่ำกว่า หรือเกินระดับที่กำหนดไว้ก็พอครับ


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #184 เมื่อ: 19 ก.พ. 2019, 11:35:33 »
"Cruise Control" ใช้ให้เป็นช่วยประหยัดน้ำมันได้

    ทุกวันนี้เรื่องราวของการประหยัดน้ำมันนั้นดูจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนมักมองข้ามไปนั้นคือเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามาในรถปัจจุบัน ซึ่งหลายอย่างมีประโยชน์ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันได้

     ระบบล็อคความเร็วขับขี่ หรือ Cruise Control ที่มักจะถูกติดตั้งมาในรถยนต์หลายรุ่น เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในความสะดวกสบายนั้น ก็ยังมีประโยชน์ด้านการประหยัดน้ำมันรวมอยู่ด้วย

     พื้นฐานของการขับรถให้ประหยัด ข้อสำคัญคือการให้รถขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่นั่นแหละครับ เท้าเราหรือจะสู้เครื่องจักรที่สามารถล็อคความเร็ว โดยการส่งสัญญาณไฟฟ้าในอัตราที่คงที่จากคันเร่งที่ปลายเท้าเราไปสู่ลิ้นปีกผีเสื้อที่เครื่องยนต์ ทำให้มีอัตราเปิดที่คงที่และมันหมายถึงคุณจะได้ความประหยัดและความสบายเพิ่มมากขึ้นด้วย

 หลายคนไม่เคยแตะระบบ Cruise Control เลยสักครั้งตั้งแต่ใช้รถมา ทั้งๆที่บางคนก็รู้ว่ามี แต่ยังไม่เข้าใจในวิธีการทำงาน ซึ่งวันนี้เราจะมาสอนการใช้งานระบบ Cruise Control กัน

     1.จะใช้เมื่อไร สภาวะใช้งานที่เหมาะสมของระบบ Cruise Control คือการใช้เมื่อคุณทีระยะทางที่สามารถขับด้วยความเร็วคงที่ได้นานๆ หรือ พูดง่ายๆ คือ ใช้ยามไปต่างจังหวัดถือว่าเหมาะสมที่สุด

     2.เริ่มเปิดระบบใช้งาน การใช้งานระบบ Cruise Control โดยทั่วไปแล้วระบบนี้มักจะติดตั้งให้ใช้งานง่าย บางรุ่นอาจจะอยู่หลังพวงมาลัยด้านขวา แต่กับรถรุ่นใหม่ที่มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังชั่นนั้นมันจะอยู่ที่บนพวงมาลัย โดยสังเกตคำว่า Cruise หรือบ้างก็เป็นสัญลักษณ์รูปภาพ

     3.ทำความเร็วตามต้องการ ให้เราทำความเร็วตามที่ต้องการ (โดยปกติ Cruise control จะทำงานได้เมื่อมีความเร็วเกิน 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป) จากนั้นกดปุ่ม Set ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ระบบก็จะทำการล็อคความเร็ว ที่ใช้อยู่ทันที

4.ยามต้องการเพิ่มหรือลดความเร็ว กดปุ่ม + / - จะเป็นการค่อยๆ เพิ่มหรือลดความเร็ว หรือใช้คันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วไปยังที่ต้องการได้ เมื่อคุณปล่อยคันเร่งรถก็จะมาอยู่ในความเร็วที่เซทไว้ก่อนหน้านี้ แต่ถ้าต้องการล็อคความเร็วที่เพิ่ม ให้กด Set

     5. ยกเลิก Cruise Control โดยปกติแล้วจะมี 2 วีธีสำคัญ คือ 1 แตะเบรค ซึ่งทันทีที่คุณแตะแป้นเบรกเบาๆ ระบบ Cruise Control จะทำการยกเลิกการล็อคความเร็วอัตโนมัติ หรือ หากต้องการใช้ความละมุนละม่อม ก็ให้กดปุ่ม Cancel ระบบก็จะปลดตัวเองออกจากการล็อคความเร็วทันที และสามารถกด RES หรือ RESUME เพื่อกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้แต่แรกได้

     ความจริงแล้วการใช้งานระบบ Cruise control นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้วิธีใช้งานคือการจับจังหวะว่าตรงไหนที่เราควรจะใช้ Cruise เข้าช่วยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการประหยัดน้ำมัน และนั่นคือสิ่งที่คุณต้องเก็บเกี่ยวเองจากประสบการณ์บนถนน


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #185 เมื่อ: 15 มี.ค. 2019, 14:56:07 »
อยากได้เงินสดรถคุณช่วยได้ ติดบูโรก็ทำได้
รถเพิ่งโอนก็ทำได้ ไม่ต้องรอถือเล่ม 3 เดือน

อยากให้ค่างวดลดลง ยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เลื่อนวันจ่ายค่างวด ให้ตรงกับเงินเดือนออก
หรืออยากได้เงินเหลือมาลงทุนเราช่วยได้

รถยังผ่อนอยู่ก็ทำได้ ให้ยอดสูง อนุมัติง่าย
พิเศษสุดสำหรับลูกค้า กทมและปริมณฑล มีบริการเซ็นเอกสารนอกสถานที่ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลางานด้วยครับ

สนใจสมัคร ทักแชทเลย หรือ
https://www.d-credit.com/
083-299-6658
line id:d-credit

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #186 เมื่อ: 19 มี.ค. 2019, 14:03:48 »
5 วิธีดูแล "รถสีขาว" ใช้อย่างไรก็ไม่เหลือง

  รถสีขาวถือเป็นสียอดฮิตของคนไทยในปัจจุบันไปแล้ว แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า รถสีขาวอาจเหลืองหมองได้อย่างรวดเร็วหากดูแลรักษาไม่ถูกวิธี ทำให้ดูเก่าเร็วกว่ารถสีอื่น Sanook!Auto จึงมีเทคนิคการดูแลรถสีขาวมาฝากกันครับ

1.หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด

     สีขาวจะเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากได้รับแสงแดดเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดคราบหมอง เหลือง ได้เร็วกว่าสีอื่นๆ ทางที่ดีควรหาที่จอดรถในร่มทั้งที่บ้าน หรือที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้รถไม่หมองเร็ว

2.ล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

     จริงๆแล้วข้อนี้สำคัญกับทุกสี เนื่องจากจะเป็นการช่วยล้างคราบสกปรกต่างๆ เช่น มูลนก, โคลน, คราบน้ำมัน และอื่นๆออกไป ก่อนที่จะทำอันตรายต่อชั้นผิวสี แต่สำหรับรถสีขาวนั้น ควรแยกฟองน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟองน้ำสำหรับล้างตัวถังส่วนบนและตัวถังส่วนล่าง เนื่องจากส่วนล่างของรถสกปรกกว่ามาก การใช้ฟองน้ำร่วมกันจะทำให้เกิดคราบจางๆบนตัวถังได้ ซึ่งรถสีขาวจะเห็นได้ชัดกว่าสีอื่น



3.เช็ดรถให้แห้งและสะอาด

     เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

4.เคลือบสีรถเป็นประจำ

     ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้ ช่วยชลอการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ 'คานูบ้า' เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

5.ใช้ดินน้ำมันล้างรถ

     การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบสกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

     คำแนะนำที่กล่าวไปข้างต้นสามารถใช้ได้กับทุกสีรถนะครับ ถึงแม้ว่าจะดูธรรมดาๆไปสักหน่อย แต่หากปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ก็จะช่วยยืดอายุของสีรถให้ยังคงสดใสได้อย่างยาวนานแน่นอนครับ


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #187 เมื่อ: 25 มี.ค. 2019, 11:24:45 »
ข้อดีของลมยางไนโตรเจน

     คุณสมบัติที่ดีของลมยางไนโตรเจนมีอยู่มากมาย คือช่วยลดอุณหภูมิของยางในยามที่รถวิ่งทำความเร็วสูงๆโดยเฉพาะในรถแข่งและล้อเครื่องบินที่ใช้ลมยางชนิดนี้แทบจะทั้งหมด นอกจากนี้ด้วยคุณสมบัติของ ไนโตรเจน ที่ไม่ติดไฟ จึงทำให้โอกาสที่ยางระเบิดเกิดขึ้นค่อยข้างน้อย ขณะเดียวกันด้วยอีกหนึ่งคุณสมบัติของมันคือการที่เป็นก๊าซที่มีโมเลกุลใหญ่ทำให้เคลื่อนตัวได้ช้าจึงทำให้โอกาสที่ลมยางจะรั่วซึมออกมาจึงจะมีน้อยกว่าลมยางทั่วไปถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #188 เมื่อ: 16 ต.ค. 2019, 22:13:31 »
สินเชื่อรถยนต์ รถแลกเงิน รถผ่อนอยู้ก็กู้ได้

ไม่เช็คแบล็คลิส ติดแบล็คลิสก็จัดได้

รถเพิ่งโอนก็ทำได้ ไม่ต้องรอครอบครอง3เดือน



คุณสมบัติของผู้สมัคร

 

  - สมัครง่าย ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือผู้ค้ำประกัน

  - ผ่อนนาน 12-72 เดือน

  - อายุ 20- 60 ปี

  - สัญชาติไทย



เอกสาร

1. สำเนาบัตรประชาชน

2. สำเนาทะเบียนบ้าน

3. สำเนาบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

4. สลิบเงินเดือน(เดือนล่าสุด)หรือ หนังสือรับรองเงินเดือนก็ได้

5. สำเนาทะเบียนรถ

6. แผนที่บ้าน และ ที่ทำงาน



เอกสารครบ รู้ผลเลย รับเงิน ภายใน 3-7 วันทำการ



สนใจสมัคร คลิกที่นี่



รอสักครู่ คุณกำลังไปสู่ลิงก์ปลายทาง



LINE ID : d-credit

0832996658

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #189 เมื่อ: 19 พ.ย. 2019, 13:15:49 »
5 แนวดนตรีเหมาะกับการฟังแก้ง่วงขณะขับรถทางไกล
ดูเหมือนว่าปีนี้จะมีเทศกาลวันหยุดยาวหลายครั้งหลายครา ซึ่งหลายคนก็ใช้ช่วงเวลานี้ขับรถกลับภูมิลำเนา หรือไม่ก็ออกเดินทางท่องเที่ยว
 หลายคนต้องอยู่หลังพวงมาลัยยาวนานหลายชั่วโมง ซึ่งง่ายดายต่อการที่จะเกิดอาการง่วงหงาวหาวนอนได้ อันที่จริงวิธีแก้ง่วงก็มีถมเถ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ
“การฟังเพลง” วันนี้ Sanook! Auto จะมาแนะนำแนวดนตรีต่างๆ ที่จะทำให้คุณตาสว่างในทันที

01 ร็อค
จังหวะจะโคนอันเร่งเร้า เสียงกีตาร์แตกพร่า ไม่ว่าจะหนักหน่วงในสไตล์เฮฟวีเมทัล หรือเบาลงมาหน่อยแต่ก็ยังโยกมันๆ ได้อย่างอัลเทอร์เนทีฟ
กรันจ์ หรือว่าพังก์ ท่วงทำนองดนตรีร็อคจะทำให้หัวใจคุณสูบฉีดพลุ่งพล่าน บางครั้งการตะโกนโหวกเหวกโวยวายภายในรถก็ช่วยทำให้หายง่วงได้นะ

02 ฮิปฮอป
ช่วงนี้กำลังอยู่ในกระแสเลยทีเดียวเชียว บีตแห่งดนตรีฮิปฮอปอันหนักแน่นจะทำให้คุณเคาะนิ้วหรือโยกหัวไปตามจังหวะระหว่างขับรถ
ไม่ว่าจะแร็ปเปอร์ไทยหรือเทศ ตอนนี้ฝีมือไม่ธรรมดาทั้งนั้น หรือหากจะลงลึกไปถึงเรื่องเนื้อหา แร็ปเปอร์บางคนก็เอาจริงเอาจังจัดจ้าน
บางคนก็จัดเต็มกับเรื่องราวรักๆ ใคร่ๆ เลือกฟังได้ตามใจชอบกันเลย

03 ดิสโก้
ใครเป็นสายดนตรีคงจะทราบกันอยู่แล้วว่าดนตรีดิสโก้นั้นเต็มไปด้วยกรู๊ฟที่ทำให้คนฟังนั้นอยากขยับแข้งขยับขา ยิ่งเอกลักษณ์โดดเด่นนั้น
อยู่ที่หลากหลายเครื่องเป่าที่บางครั้งมาเป็นเซตใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นแซกโซโฟน ทรอมโบน ทรัมเป็ต และอื่นๆ บอกเลยว่าดนตรีแนวนี้จะทำให้การขับรถของคุณเพลิดเพลินเป็นที่สุดเลยล่ะ
04 เร็กเก้/สกา
ความสนุกสนานแบบไม่มีขีดจำกัดของดนตรีเร็กเก้/สกาที่หลายคนอยากร่ำร้องชิกกะชิกๆ จะทำให้คุณลืมง่วง! นอกจากจังหวะที่คึกคักได้ใจ
ยังเติมเต็มด้วยเครื่องดนตรีอันหลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องเคาะหรือเพอร์คัสชั่นต่างๆ ก็สร้างเสน่ห์ให้ดนตรีแนวนี้ได้เป็นอย่างดี

05 อีดีเอ็ม
ได้เวลาเปิดวอลลุ่มลำโพงในรถให้ดัง แล้วหัวใจพองโตไปกับความตื๊ดในดนตรีอีดีเอ็ม (EDM-Electronic Dance Music)
ที่ฟังทีไรก็อยากโบกไม้โบกมือ แดนซ์กันให้ยับ หากแดนซ์ในรถได้ไม่เต็มที่ก็โยกหัวโยกตัวไปพลางๆ ก่อน แต่รับรองว่าอาการง่วงจะหายเป็นปลิดทิ้ง

อันที่จริงทุกแนวดนตรีสามารถทำให้คุณหายง่วงได้หากเป็นท่วงทำนองที่คุณชอบ ไม่ว่าจะเป็น ป็อป, แจ๊ซ หรือแม้แต่หมอลำเองก็ตาม
แต่ทางที่ดีที่สุดหากรู้สึกง่วง หาที่ปลอดภัยจอดนอนพักสักหน่อยจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #190 เมื่อ: 19 พ.ย. 2019, 13:44:59 »
รู้หรือไม่! “ขับรถแช่ขวา” ผิดกฎหมายต้องเสียค่าปรับ

เชื่อเหลือเกินว่าหลายคนต้องเคยประสบพบเจอกับรถที่แช่อยู่เลนขวา แล้วขับช้าเสียเหลือเกิน ซึ่งก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ว่า การขับแช่ขวานั้นมีความผิดหรือไม่ หรือเป็นเพียงมารยาททางสังคมที่พึงปฏิบัติเพียงเท่านั้น
 มีคำตอบมาฝาก

โดยล่าสุดเฟซบุ๊กเพจ กองปราบปราม ได้ออกมาโพสต์ด้วยข้อความเกริ่นนำที่ว่า “ขับรถแช่ขวา มารยาท หรือวินัยจราจร” และก็มีการอธิบายความหมายของช่องทางเดินรถ และสิ่งที่ผู้ขับขี่ควรปฏิบัติ ก่อนที่จะขยายความว่า ผู้ขับขี่สามารถใช้ช่องทางเดินรถด้านขวาในกรณีไหนได้บ้าง ซึ่งก็มีทั้ง ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร, ทางเดินรถกว้างไม่ถึงหกเมตร, ในช่องเดินรถมีสิ่งกีดขวางหรือถูกปิดการจราจร, เมื่อจะแซงขึ้นหน้าคันอื่น, เมื่อผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ารถในช่องเดินรถด้านซ้าย เป็นต้น

ในขณะที่คำตอบของคำถามข้างต้น หากไปดูที่ พ.ร.บ. จราจรฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 33, 34, 35 บทกำหนดโทษมาตรา 151, 157 หากผู้ใดขับรถแช่ขวา อาจมีโทษปรับสูงสุด 1,000 บาท

เอาเป็นว่า ขับรถแช่ขวาเมื่อมีเหตุจำเป็นตามที่เพจกองปราบปรามได้แจ้งไว้ ใครชอบขับขวาแบบชิลๆ ก็ลองปรับเปลี่ยนแนวความคิดดูนะครับ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :FB - กองปราบปราม

ภาพ :iStock

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #191 เมื่อ: 03 ธ.ค. 2019, 13:46:24 »
ให้ยอดอนุมัติสูง 120% รถผ่อนอยู่ก็จัดได้ รถพึ่งโอนก็ทำได้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 83
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
Re: สินเชื่อรถแลกเงิน รถผ่อนอยู่ก็ทำได้
« ตอบกลับ #192 เมื่อ: 12 ธ.ค. 2019, 10:16:36 »
5 วิธีดูแลรถแบบพื้นฐานง่ายๆ
5 วิธีดูแลรถแบบพื้นฐานง่ายๆ จากเชลล์คลับสมาร์ท

สำหรับหลายคนแล้ว รถยนต์นับเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากที่สุด เมื่อซื้อแล้วก็ย่อมอยากให้อยู่กับเราไปนานๆ ไม่เสียหายก่อนอายุการใช้งาน และหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการดูแลรักษาเครื่องยนต์ อันเป็นหัวใจของรถยนต์ก็คือการเลือกเติมน้ำมันที่มีคุณภาพ แต่การดูแลเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอนั้นก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน วันนี้ คลับสมาร์ทก็มี 5วิธีดูแลรถแบบพื้นฐานง่ายๆ ที่ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้มาฝากทุกคนกัน

เช็คลมยางก่อนสตาร์ทรถ การตรวจเช็คลมยางเป็นการดูแลรถที่ง่ายที่สุด โดยสามารถทำได้โดยการสังเกตล้อยางทุกด้านว่าแฟ่บลงหรือไม่ ควรตรวจลมยางก่อนการออกเดินทาง และเติมลมให้เรียบร้อยเมื่อมีโอกาส
เติมน้ำฉีดกระจกปัดน้ำฝน การตรวจที่ปัดน้ำฝนและกระจกปัดน้ำฝนนั้นควรทำเดือนละหน โดยการเปิดฝากระโปรงรถ สังเกตสัญลักษณ์ที่ปัดน้ำฝนเพื่อหาถังน้ำฉีดกระจก เปิดฝา เติมน้ำสะอาดลงให้ถึงขีดที่กำหนด
ตรวจหม้อน้ำ ควรตรวจเช็คให้มั่นใจว่าหม้อน้ำอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์อยู่เสมอ โดยตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เติมน้ำสะอาดลงในหม้อน้ำจนถึงขีดที่กำหนดหากพบว่าระดับน้ำพร่องลง เพื่อช่วยให้ระบบระบายความร้อนในรถยนต์เป็นไปอย่างสมบูรณ์
เช็คลมยางอะไหล่ ยางอะไหล่ที่ถูกเก็บอยู่ท้ายรถนั้นจะคายลมออกทีละน้อยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นควรหมั่นตรวจเช็คยางอะไหล่อย่างน้อยเดือนละครั้ง และเติมลมยางให้มากกว่าปกติไว้เล็กน้อยอยู่เสมอ
เช็คน้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คน้ำมันเครื่องนั้นควรทำทุกสองถึงสามสัปดาห์ เพื่อตรวจเช็คสภาพ และระดับปริมาณน้ำมันเครื่อง นอกจากนี้การเลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพดี และรักษาระดับน้ำมันเครื่องให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมก็เป็นเรื่องสำคัญ


สั่งซื้อสติ๊กเกอร์ RevoClubThailand.Net พร้อมหมายเลข RCT ได้ที่นี่!!


Tags: